เสวนา : ฟังเสียงประเทศไทย : อนาคตน้ำ คน เมือง

เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 นายทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง ได้รับเชิญเป็นวิทยากรซึ่งเป็นตัวแทนภาคเกษตรกรรม ในเวทีเสวนา : ฟังเสียงประเทศไทย : อนาคตน้ำ คน เมือง ณ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร จัดโดย สถานีโทรทัศน์ Thai PBS
นายทรงพล พูลสวัสดิ์ เป็นวิทยากรในหัวข้อ เรื่อง สถานการณ์วิกฤติต้องจับตา และข้อเสนอเพื่ออนาคตของเรา ได้บรรยายในเวทีเสวนาให้ผู้เข่าร่วมได้รับฟัง เรื่อง ข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดอ่างทอง โดยในอดีตที่ผ่านมาจังหวัดอ่างทองนั้นประสพปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำทำการเกษตรฤดูแล้งและฤดูฝนน้ำท่วม การจัดสรรน้ำไม่ทั่วถึง ต้นคลองได้ทำการเกษตรเพราะได้น้ำก่อนแต่ท้ายคลองน้ำไปไม่ถึงหมดก่อนจึงไม่ได้ทำการเกษตร จึงยกตัวอย่างพื้นที่นำร่อง 2 พื้นที่ที่ทำสำเร็จแล้ว ได้แก่ คลอง 3 ขวา 1 ขวา และคลอง 7 ซ้าย 1 ขวา ของจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น ชลประทานจังหวัด นายอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกเทศมนตรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ประชุมหารือ และระดมความคิดเห็นร่วมกัน
วัตถุประสงค์
1. เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบให้เกษตรกรมีน้ำเพื่อทำการเกษตรอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
2. เพื่อเกิดการพัฒนา และสร้างความยั่งยืนให้แก่อาชีพเกษตรกรรม
3. เพื่อเกิดการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด
ผลจากการระดมความคิดเห็นร่วมกันทุกภาคส่วน ออกมาเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน คือ ก่อนที่ชลประทานจะปล่อยน้ำ จะประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบเพื่อขอความร่วมมือชะลอการใช้น้ำ เพื่อผลักดันน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่อำเภอซึ่งอยู่ปลายน้ำได้ใช้ก่อน จากนั้นจึงเป็นพื้นที่อำเภอที่อยู่กลางน้ำ และต้นน้ำตามลำดับ โดยให้ผู้นำแต่ละพื้นที่ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทราบ เพื่อปฏิบัติตามข้อตกลงที่กำหนดไว้และบริหารการจัดสรรน้ำในพื้นที่ตนเอง
จากการปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ร่วมกัน ทำให้เกษตรกรผู้ใช้น้ำคลอง 3 ขวา 1 ขวา และ คลอง 7 ซ้าย 1 ขวา ของจังหวัดอ่างทอง มีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก เกษตรกรสามารถใช้น้ำเพื่อทำการเกษตรได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
จึงคิดว่าเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ของจังหวัดต่างๆ ได้ เมื่อสามารถดำเนินการได้ทุกพื้นที่ของจังหวัด ก็จะสามารถเชื่อมโยงสู่การบริหารจัดการน้ำสู่ระดับภาคต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน
และยังมีแนวทางอื่นที่มีความน่าสนใจ ซึ่งต้องการให้แต่ละจังหวัดเห็นความสำคัญในการกักเก็บน้ำ คือการทำธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้น โดยเริ่มทำง่ายๆจากครัวเรือน เช่นขุดหลุมขนาดประมาณกว้าง 50 ซม. ลึก 50-100 ซม. ไว้บริเวณน้ำทิ้งจากการล้างจานหรือห้องน้ำและน้ำอื่นๆในครัวเรือน ให้น้ำลงในหลุมที่ขุดไว้ น้ำก็จะซึมลงสู่ใต้ดินเป็นการเก็บน้ำและยังสามารถนำใบไม้มาคลุมบ่อเพื่อทำเป็นปุ๋ยหมัก นำไปใช้ประโยชน์ได้

You may also like...

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Shares